Breaking News
recent

ศาลรับฟ้อง "อัจฉริยะ" ปธ.ชมรมดัง ท้าคดี "ครูแพะ" ร่วมตร.กองปราบ ถอนเงินผู้เสียหาย 11 ล้าน ไปแบ่งกันเอง!!!



ศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับฟ้องคดี เจ้าของร้านมือถือย่านมาบุญครอง ฟ้อง ตร.กองปราบ และ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ถอนเงิน 11 ล้าน จากบัญชีธนาคารที่ถูก ปปง. อายัดไว้จ่ายให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงประชาชน นำมาแบ่งกันเองจนผู้เสียหายตัวจริงได้รับเงินไม่ครบ นัดสอบคำให้การวันนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2559 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท.(ผ) 23/2559 หมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 146/2559 ที่ นางสาวรัฏฏิการ์ ชลวิริยะบุญ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พ.ต.ท.ชัยพร นิตยภัตร์ พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ นายณัฐพสิษฐ์ ชาญจรูญจิต นางสาววิภาณี ต๊ะมามูล นางสาวธนสร แก้วเทพ เป็นจำเลยที่ 1 - 7 ตามลำดับ

คดีนี้ โจทก์คือ นางสาวรัฏฏิการ์ เป็นเจ้าของกิจการร้านรับซื้อขายแลกเปลี่ยนและซ่อมแซมอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ย่านมาบุญครอง ชื่อร้าน EST2001, ร้าน INSTALL และมีร้านของสามีชื่อร้าน 55 โฟน ส่วนจำเลยที่ 1 - 3 เป็นพนักงานสอบสวนสังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม จำเลยที่ 4 เป็นประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จำเลยที่ 5 - 7 เป็นผู้สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือเพื่อนำไปขายต่อ

คำฟ้องระบุว่า เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2556 ถึงมกราคม 2557 นางสาวบุศรินทร์ ยื่โหนด และ นายมนัส โชติขัน มาซื้อโทรศัพท์ที่ร้านของโจทก์ และร้านอื่นๆ ในย่านมาบุญครอง ในราคาท้องตลาดจำนวน 2,000 กว่าเครื่อง นำไปหลอกลวงผู้อื่นว่าจะขายในราคาต่ำกว่าทุน แต่เมื่อหลอกลวงได้จำนวนมากแล้ว (โดยได้หลอกลวงจำเลยที่ 5 - 7 ด้วย) ได้หลบหนีไป ต่อมา นางสาวบุศรินทร์ และ นายมนัส ถูกจับ และถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี

พนักงานสอบสวนตรวจสอบบัญชีของนางสาวบุศรินทร์ และ นายมนัส พบการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์และผู้อื่นอีก 20 กว่าราย แต่เลือกบัญชีของโจทก์เพียงบัญชีเดียว ว่าเป็นบัญชีที่รับโอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประขาชน และแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง ชื่อบัญชีโจทก์ เลขที่บัญชี 7022883555 เลขที่บัญชี 7022484499 และบัญชีของโจทก์อีก 3 บัญชี ซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านแล้ว


ต่อมา ปปง. มีหนังสือถึงโจทก์ ลงวันที่ 24 เม.ย. 2558 แจ้งมติคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. เห็นชอบให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และให้ดำเนินการกับทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ. ปปง. 2542 มาตรา 49 วรรคหก และ ป.วิฯ อาญา มาตรา 85 หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งมอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินให้จำเลยที่ 5 - 7 ไปแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จึงถือว่าจำเลยทั้ง 7 ได้ร่วมกันกระทำความผิด แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษ กล่าวหาว่า โจทก์ร่วมกับนางสาวบุศรินทร์ และ นายมนัส ฉ้อโกงประชาชน โดยนางสาวบุศรินทร์ และนายมนัส โอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนให้โจทก์ ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 5 - 7 กับ นางสาวบุศรินทร์ และนายมนัส ส่วนเงินที่โอนมาเป็นเงินค่าโทรศัพท์ ไม่ใช่เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน

ต่อมาระหว่างเดือนกันยายน 2558 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 5 มีหนังสือถึงผู้บังคับการปราบปราม เร่งรัดให้ดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยออกคำสั่งให้ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง อายัดบัญชีเลขที่ 7022883555 จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และบัญชีเลขที่ 7022484499 จำนวนเงิน 94,550.79 บาท ผู้บังคับการปราบปรามจึงส่งให้จำเลยที่ 1 - 3 พิจารณาและออกคำสั่งไปยังธนาคารกสิกรไทย

ต่อมา วันที่ 8 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 - 3 นัดจำเลยที่ 4 และ 5 มารับเงินทั้งสองจำนวนที่ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง และจำเลยที่ 1 - 3 ให้ธนาคารถอนเงินในบัญชีของโจทก์ จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และ จำนวนเงิน 94,550.79 บาท ส่งมอบให้จำเลยที่ 5 ในเวลา 18.18 น. การกระทำของจำเลยที่ 1 - 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษหนักขึ้น ส่วนจำเลยที่ 4 - 7 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 - 3 เพื่อเอาเงินของโจทก์ไปโดยมิชอบ จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

ศาลพิเคราะห์แล้ว มีคำวินิจฉัยคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 - 7 เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนของนางสาวบุศรินทร์ และ นายมนัส และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า มีการโอนเข้าบัญชีของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 - 7 ย่อมเข้าใจว่าโจทก์ร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อจำเลยที่ 5 - 7 เข้าแจ้งความร้องทุกข์ตามที่ได้รับทราบและเข้าใจ จึงเป็นการใช้สิทธิของผู้เสียหายอันพึงกระทำได้ตามกฎหมาย ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 5 - 7 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล่งให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงไม่มีมูล
      
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 - 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่นั้น จำเลยที่ 1 - 3 เป็นพนักงานสอบสวนและเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย การดำเนินการถอนเงินในบัญชีของโจทก์เพื่อจ่ายคืนแก่จำเลยที่ 5 ในฐานะผู้เสียหาย เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ โดยได้หารือไปยัง ปปง. และแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย เพื่อแจ้งถอนการอายัดตามขั้นตอนแล้ว และการถอนเงินจากธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง ในเวลา 18.00 น. ซึ่งธนาคารยังเปิดดำเนินการอยู่ สามารถกระทำได้ เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 - 3 ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะเวลาราชการ



อย่างไรก็ตาม กรณีเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ คณะกรรมการ ปปง. มีมติให้คุ้มครองสิทธินั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปปง. ให้คุ้มครองสิทธิจากเงินในบัญชีธนาคารของโจทก์ทั้งสองบัญชีรวมกันเพียง 4,698,404.03 บาท ตามเอกสาร จ.10 แต่ตามเอกสาร จ.1 แผ่นที่ 10 ระบุจำนวนเงินคุ้มครองสิทธิจากเงินในบัญชีของโจทก์ทั้งสองบัญชีรวมกัน 11,629,351 บาท ทั้งนี้ เกิดจากการผิดหลงเกี่ยวกับการแจ้งจำนวนเงินคุ้มครองสิทธิของ ปปง. และปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องผิดหลงแล้วแต่ไม่ทักท้วง และร่วมกับจำเลยที่ 2 ดำเนินการเบิกถอนเงินเต็มจำนวนที่ผิดหลง ทั้งนำเงินที่ถอนออกมาส่งมอบให้ผู้เสียหายแต่ละคนไม่ครบเต็มจำนวนที่เบิกถอน

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า มีการหักเงินบางส่วนให้เจ้าหน้าที่รัฐคือ จำเลยที่ 1 - 2 และจำเลยที่ 4 ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายแต่ละคนได้รับเงินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งการแบ่งเงินระหว่างผู้เสียหายด้วยกันไม่เป็นไปตามสัดส่วนความเสียหายที่แต่ละคนได้รับ และมีการปกปิด หรือการทำหลักฐานการรับเงินเท็จด้วย และในกรณีนี้ หากต่อมาโจทก์ต้องคำพิพากษาว่ามีความผิดและมีหน้าที่ต้องชดใช้ความเสียหาย แต่มีการนำเงินของโจทก์ไปจัดสรรชดใช้ความเสียหายไม่ครบตามจำนวน โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และ 2 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่ ปปง. มีมติให้คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย และการนำเงินที่ได้จากการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายมาแบ่งกัน จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ารู้เห็นเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และ 2 ในกรณีนี้ คดีจึงไม่มีมูลในส่วนของจำเลยที่ 3

ส่วนจำเลยที่ 4 ไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่มีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนจำเลยที่ 1 และ 2 ปกปิดจำนวนเงินที่คณะกรรมการ ปปง. ผิดหลง การเบิกถอนเงินเต็มจำนวนที่ผิดหลง และส่งมอบเงินให้ผู้เสียหายไม่ครบเต็มจำนวน ทั้งยังเข้าไปมีส่วนได้เสียในจำนวนเงินที่เบิกถอนด้วย จึงมีมูลเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วย

จำเลยที่ 5 - 7 แม้เป็นผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินตามมติคณะกรรมการ ปปง. แต่ช่วยเหลือสนับสนุนจำเลยที่ 1 และ 2 ปกปิดจำนวนเงินที่คณะกรรมการ ปปง. ผิดหลง การเบิกถอนเงินเต็มจำนวนที่ผิดหลง และนำเงินบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 - 2 และ 4

จึงประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เฉพาะกรณีเกี่ยวกับจำนวนเงินที่คณะกรรมการ ปปง. มีมติให้คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย กรณีนำเงินที่ได้จากการถอนเงินในบัญชีของโจทก์ในส่วนที่เป็นการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายและส่วนที่เกินอันเนื่องมาจากการแจ้งผิดหลงของคณะกรรมการ ปปง.มาแบ่งกัน และจำเลยที่ 4 - 7 ในข้อหาสนับสนุนจำเลยที่ 1 - 2 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต

ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 - 7 ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นต้องได้รับโทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172,174,200

มีรายงานว่า ศาลได้นัดสอบคำให้การจำเลย ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต ในเวลา 09.00 น. วันนี้ (20 ม.ค.)

สำหรับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมถึงบทบาทการออกมาท้าชนกับ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครู จ.สกลนคร ที่ถูกจำคุกในคดีขับรถชนคนตาย และเมื่อพ้นโทษได้ยื่นร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ หลังจากมีผู้ออกมารับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดตัวจริง โดย นายอัจฉริยะ แสดงจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายตำรวจ และประกาศขอเดิมพันในคดีนี้ หาก นางจอมทรัพย์ เป็นแพะจริง ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยินดีให้ครูจอมทรัพย์ ฟ้องทั้งอาญาและแพ่งได้ทันที และยินดียุติการทำหน้าที่ของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม





เรียบเรียง Amity

ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์
ขับเคลื่อนโดย Blogger.