สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติเป็นไปอย่างล่าช้าคือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องการหลีกทางให้กับรถพยาบาล ทำให้มีสถิติผู้ป่วยเสียชีวิต 20%
จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.60 ที่ผ่านมา บริเวณปากทางเข้าซอยวัดลาดปลาดุก ถนนกาญจนาภิเษก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีรถกู้ชีพของโรงพยาบาลบางบัวทอง ที่กำลังเดินทางไปรับผู้ป่วย โดยมี นายณัชพล สาคร เป็นคนขับ เฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะ ซึ่งมี นายชัยวัฒน์ เป็นคนขับรถกระบะ และทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้คนขับรถตู้ต้องเรียกรถกู้ชีพคันใหม่ไปช่วยแทน และทำให้ นางชูศรี อ่อนสัมพันธ์ เสียชีวิต เนื่องจากรถกู้ชีพไปรับไม่ทัน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบว่า ขั้นตอนของการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากจุดเกิดเหตุเพื่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ยังเป็นไปอย่างล่าช้า โดยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องเสียชีวิต ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
จึงอยากประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่พบเห็นรถพยาบาลฉุกเฉิน ให้ช่วยกันหลีกทาง เพราะการที่เราช่วยกันหลีกทางให้กับรถพยาบาลฉุกเฉิน แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ถือเป็นการต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยฉุกเฉินที่นอนรอการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลได้ดีที่สุด ดังนั้นหากประชาชนทั่วไปได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนขอทางจากรถพยาบาลฉุกเฉินควรหลีกทางให้ เพราะคุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบนรถคันนั้นจะเป็นญาติพี่น้องคุณหรือไม่ และควรจะเป็นเรื่องที่เราปฏิบัติทันทีโดยไม่ต้องคิดว่ามีกฎหมายบังคับหรือไม่ แต่ควรปฏิบัติให้กลายเป็นจิตสำนึก
สำหรับแนวทางการหลีกทางให้รถพยาบาลฉุกเฉินในสากลนั้นจะปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อประชาชนเห็นสัญญาณไฟและได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนก็มักจะตกใจและทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นก่อนอื่นผู้ขับขี่ควรตั้งสติ
2. พยายามมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถพยาบาลที่วิ่งมา
3. เมื่อพิจารณาปริมาณรถทั้งซ้ายและขวาที่อยู่ใกล้แล้วพบว่าไม่มีอันตรายและเราสามารถเบี่ยงชิดซ้ายได้ ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วรถและเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทางให้รถพยาบาลทันที
4. หากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพรถที่หนาแน่นและมีอันตรายก็ให้หยุดชะลอรถให้นิ่งเพื่อให้รถพยาบาลฉุกเฉินหาทางวิ่งผ่านเราไปให้ได้
5. กรณีรถติดและรถพยาบาลฉุกเฉินอยู่ด้านหลังพอดีให้พิจารณาว่าควรชิดซ้ายหรือชิดขวาดี ถ้าไม่มีใครหลีกทางให้ให้ผู้ขับขี่เลือกว่าจะหลบทางไหนและเปิดไฟเลี้ยว เพื่อให้สัญญาณให้รถพยาบาลฉุกเฉิน ได้แซงผ่านไปได้สะดวก
6. เมื่อรถพยาบาลฉุกเฉินวิ่งผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด
ขอบคุณภาพจาก : (สนช.)


